คำถาม NEW1

การรักษาด้วยการทำ IVF – ICSI การรักษาที่มีโอกาสตั้งครรภ์มากที่สุด ณ ปัจจุบัน และช่วยรักษาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้หลากหลายมากกว่า เช่น ผู้ที่ท่อนำไข่ตัน หรือทำหมัน, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, ปัญหาไข่ไม่ตก

การรักษาด้วยวิธี IVF-ICSI เป็นการปฏิสนธิภายนอกสร้างสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไข่และอสุจิเพื่อการตั้งครรภ์

  1. ฉีดฮอร์โมนที่เลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติเพื่อกระตุ้นไข่ให้เพิ่มมากขึ้น
  2. แพทย์จะนัดเพื่อตรวจติดตามการกระตุ้นไข่ว่าได้ผลดีหรือไม่
  3. นัดเก็บไข่และเก็บอสุจิ
  4. ฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง จะเรียกว่า ICSI
  5. เลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะ Blastocyst
  6. นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์แข็งแรง เพราะคาดว่ามีโอกาสทำให้การตั้งครรภ์สำเร็จได้มากที่สุด
  7. ใส่ตัวอ่อนโดยตัวอ่อนจะมีการใช้เทคนิกพิเศษ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
  8. ตัวอ่อนคุณภาพดีตัวอื่น ๆ สามารถนำไปแช่แข็งเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์อีกครั้งได้ในอนาคต

ทั้งนี้ โอกาสตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับภาพโดยรวมสุขภาพของคู่สมรส ทุกขั้นตอนการรักษาของเราอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แต่ ควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนเริ่มกระบวณการรักษา

>> การเตรียมตัวก่อนทำเด็กหลอดแก้ว <<

การตรวจสุขภาพ?

จำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายเบื้องต้นทั้งฝ่ายหญิงและชาย เช่น การตรวจร่างกาย การตรวจเลือด การอัลตราซาวนด์เพื่อดูคุณภาพไข่และผนังมดลูก และการตรวจน้ำเชื้อ 

 
เอกสาร?

คู่สมรสต้องมีใบจดทะเบียนสมรสระหว่างการรักษาเนื่องจากเป็นข้อกฎหมาย 

 
อายุ?
แม้ว่ากฎหมายในบางประเทศจะจำกัดอายุ (เช่น ไม่เกิน 55 ปี) แต่ทางการแพทย์ไม่มีข้อจำกัด โดยปกติแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น รังไข่จะเริ่มเสื่อมสภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อการกระตุ้นไข่ได้
 
>> ขั้นตอนการรักษา <<
 
IVF vs. ICSI?

การทำ IVF คือการปฏิสนธิไข่กับอสุจิในห้องปฏิบัติการ ส่วน ICSI คือการฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง

 
การย้ายตัวอ่อน?

การย้ายตัวอ่อนในวันที่ 5 (ระยะ Blastocyst) เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์มากกว่า เนื่องจากเป็นการย้ายตัวอ่อนที่แข็งแรงและมีคุณภาพดี ซึ่งเลียนแบบการเดินทางตามธรรมชาติของตัวอ่อน

 
การย้ายตัวอ่อนเจ็บไหม?

ไม่เจ็บมากนัก ส่วนใหญ่จะรู้สึกเพียงการสอดใส่อุปกรณ์ส่องตรวจคล้ายกับการตรวจภายในทั่วไป

 
การใส่ตัวอ่อน?

การใส่ตัวอ่อนในรอบแช่แข็งมีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่ารอบสด เนื่องจากฮอร์โมนจากการกระตุ้นไข่ในรอบสดอาจส่งผลเสียต่อเยื่อบุโพรงมดลูก

 
ทำหมันแล้วทำได้ไหม?
สามารถทำได้ เพราะกระบวนการ IVF/ICSI จะเก็บไข่และปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการโดยไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่
 
>> ผลลัพธ์และความเสี่ยง <<
 
เด็กหลอดแก้วกับเด็กธรรมชาติ?

จากการศึกษา พบว่าเด็กที่เกิดจากเด็กหลอดแก้วไม่แตกต่างจากเด็กที่เกิดตามธรรมชาติในด้านการเจริญเติบโต พัฒนาการ หรือความผิดปกติ 

 
ความเสี่ยงแท้งบุตร?

ความเสี่ยงในการแท้งจากการทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้สูงกว่าการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติมากนัก เนื่องจากสาเหตุของการแท้งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง 

 
ความผิดปกติของเด็ก?

การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรม (PGD) สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ 

 
การตั้งครรภ์?
การดูแลหลังการตั้งครรภ์ด้วยวิธีเด็กหลอดแก้วอาจต้องมีการใช้ยาฮอร์โมนในช่วงแรก และอัลตราซาวนด์บ่อยกว่าการตั้งครรภ์ธรรมชาติเล็กน้อย แต่หลัง 10 สัปดาห์สามารถดูแลเหมือนการตั้งครรภ์ปกติได้ 

การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI) เป็นกระบวนที่ต้องเตรียมอสุจิในห้องปฏิบัติการ จากนั้นนำอสุจิที่ดีที่สุดใส่เข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งคล้ายกับการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติแต่มีคุณภาพมากกว่า

โดยในธรรมชาติ อสุจิที่ถูกหลั่งออกมามีเพียงประมาณ 1 ใน 100 ตัวที่จะไปถึงโพรงมดลูก ดังนั้น IUI จึงทำงานโดยให้โอกาสอสุจิเริ่มต้นการเดินทางไปยังไข่ได้เร็วขึ้น IUI มักจะใช้ร่วมกับยากระตุ้นการตกไข่ เช่น Clomiphene เพื่อเพิ่มจำนวนไข่ที่ตกจาก 1 ฟองเป็น 2 หรือ 3 ฟอง

IUI เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่เริ่มรู้ตัวว่ามีบุตรอยากและอยากเข้ากระบวณการรักษาโดยแพทย์
  • ผู้ที่ปล่อยมา 1 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์
  • ผู้ที่ตรวจร่างกายทั้งสองฝ่ายแล้วพบปัญหาไม่ซับซ้อน
  • ผู้ที่มีปัญหาที่ฝ่ายชาย อสุจิมีปัญหาเพียงเล็กน้อย

ข้อดีข้อเสียของการทำ IUI

ข้อดี
ข้อเสีย
  • ขั้นตอนง่ายไม่ซับซ้อน
  • ใช้เวลาไม่นาน
  • ราคาถูก
  • โอกาสสำเร็จเพิ่มจากธรรมชาติเพียงเล็กน้อย
  • แก้ไขปัญหาการมีบุตรยากบางอย่างไม่ได้
  • ทำหมันแล้วไม่สามารถทำได้

ขั้นตอนการรักษาแบบการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI)

  1. เข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์
  2. แพทย์วางแผนการรักษา
  3. เริ่มรับประทานยากระตุ้นไข่
  4. ตรวจติดตามกับแพทย์
  5. ฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยแพทย์
  6. รอผลการตั้งครรภ์ 14 วัน
อายุและการเตรียมตัว?
  • อายุที่เหมาะสม โดยทั่วไปแนะนำช่วงอายุ 30-35 ปี แต่สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป การแช่แข็งไข่ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 35 ปีจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จเนื่องจากคุณภาพและจำนวนไข่ที่ดีกว่า
  • การเตรียมตัวก่อนรับการรักษา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพและวางแผนการรักษา
  • ข้อควรรู้ก่อนเก็บไข่ งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนเก็บไข่ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย 
 
ขั้นตอนและผลลัพธ์?
  • การกระตุ้นและการเก็บไข่ แพทย์จะให้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ จากนั้นจึงทำการเก็บไข่ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์ และขั้นตอนการเก็บจริงใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์
  • จำนวนไข่ที่ต้องแช่แข็ง ขึ้นอยู่กับอายุ แต่โดยเฉลี่ยแนะนำให้แช่แข็งประมาณ 10 ใบ หากต้องการเพิ่มโอกาสสำเร็จ  (แต่สำหรับที่ไพร์ม สามารถฝากไข่ได้ไม่จำกัดจำนวน)
  • เด็กที่เกิดจากไข่แช่แข็ง จากการติดตามปัจจุบัน ยังไม่พบความแตกต่างของเด็กที่เกิดจากไข่แช่แข็งและเด็กที่เกิดจากไข่สด
  • อัตราความสำเร็จ โดยเฉลี่ย 75-80% ของไข่ที่แช่แข็งแล้วจะสามารถอยู่รอดเมื่อนำมาละลายใช้ได้ การตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และคุณภาพของอสุจิ 
  • ฝากไข่ 10 ใบขึ้นไป (อัตราที่จะมีลูก = 1 คน)
 
ความเสี่ยงและผลข้างเคียง?
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยา
    อาจมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย มูกใสออกทางช่องคลอด บวมน้ำ หรือน้ำหนักขึ้น ซึ่งมักจะหายไปหลังการเก็บไข่
  • ผลข้างเคียงหลังการเก็บไข่ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องน้อย คัดตึงหน้าอก หรือแน่นท้องได้บ้าง และรอบเดือนอาจมาไม่เหมือนเดิม 
 
ข้อควรทราบ
  • การเลือกเพศลูก การฝากไข่ไม่สามารถเลือกเพศของทารกได้
  • การเก็บรักษา โดยทฤษฎีแล้วสามารถเก็บได้ตลอดไป เนื่องจากเซลล์ไข่จะหยุดการทำงานในอุณหภูมิที่ติดลบ และสามารถนำไปใช้เมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้โดยไม่จำกัด

การอุ้มบุญในประเทศไทย

การมีบุตรเป็นความฝันของหลายครอบครัว แต่บางคู่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติ ทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น คือ การอุ้มบุญและการบริจาคไข่หรือสเปิร์ม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ช่วยให้คู่สมรสสามารถมีบุตรที่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมได้ ในประเทศไทย การอุ้มบุญและการบริจาคเซลล์สืบพันธุ์มีกฎหมายควบคุมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาทางจริยธรรมและกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

การอุ้มบุญคืออะไร?

การอุ้มบุญ คือกระบวนการที่ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แทนบุคคลหรือคู่รักที่ต้องการมีบุตร โดยตัวอ่อนที่สร้างจากไข่และอสุจิของพ่อแม่ที่ตั้งใจจะมีบุตร จะถูกย้ายไปยังมดลูกของผู้รับอุ้มบุญ เพื่อให้เธอเป็นผู้ตั้งครรภ์และคลอดบุตรจนจบกระบวนการ

>> การบริจาคไข่และสเปิร์มในประเทศไทย <<

การบริจาคไข่ (Egg Donation)

การบริจาคไข่เป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวณการรักษามีบุตรยาก และมีปัญหาด้านคุณภาพไข่หรือไม่มีไข่เอง เช่น ผู้ที่รักษามีบุตรยาก หลายรอบและแพทย์มีความเห็นว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยไข่ตนเอง หรือผู้ที่รังไข่เสื่อม

กระบวนการบริจาคไข่

  1. คัดกรองสุขภาพของผู้บริจาค
  2. กระตุ้นไข่ด้วยฮอร์โมน
  3. เก็บไข่ผ่านกระบวนการเจาะเก็บจากรังไข่
  4. นำไข่ที่ได้ไปใช้ในการปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการ

คุณสมบัติของผู้บริจาคไข่

  • อายุระหว่าง 20 – 35 ปี
  • สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อทางพันธุกรรม
  • ไม่เคยมีภาวะมีบุตรยาก

การบริจาคสเปิร์ม (Sperm Donation)

การบริจาคสเปิร์มเป็นวิธีช่วยผู้ที่มีปัญหาด้านอสุจิ เช่น อสุจิน้อย อสุจิไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือไม่มีอสุจิเป็นหมันแต่กำเนิด

กระบวนการบริจาคสเปิร์ม

  1. คัดกรองสุขภาพของผู้บริจาค
  2. ตรวจความสมบูรณ์ของอสุจิ
  3. เก็บสเปิร์มผ่านการหลั่งและนำไปแช่แข็ง
  4. ใช้สำหรับการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI)

คุณสมบัติของผู้บริจาคสเปิร์ม

  • อายุระหว่าง 20 – 45 ปี
  • สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อทางพันธุกรรม
  • มีคุณภาพอสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ข้อจำกัดทางกฎหมาย

  • ไม่อนุญาตให้บริจาคไข่หรือสเปิร์มเพื่อการค้าหรือเพื่อขาย
  • ไม่สามารถนำไข่หรือสเปิร์มที่บริจาคไปใช้นอกราชอาณาจักรไทย

อนาคตของการอุ้มบุญและการบริจาคไข่/สเปิร์มในไทย

แม้ว่ากฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการอุ้มบุญและการบริจาคไข่/สเปิร์ม แต่มีแนวโน้มว่ากฎหมายอาจได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ องค์กรด้านภาวะมีบุตรยากกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับทางเลือกที่มากขึ้นสำหรับครอบครัวที่ต้องการมีบุตรผ่านกระบวนการเหล่านี้ เช่น กลุ่ม LGBTQ+ ในอนาคต

ที่มา : สภากาชาดไทย

33% ของคนข้ามเพศมีความหวังที่จะมีลูกในอนาคต แม้ว่าคุณอาจยังไม่แน่ใจว่าต้องการมีครอบครัวหรือไม่ แต่การแช่แข็งไข่หรืออสุจิไว้ตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณมีทางเลือกในอนาคต
 
แม้ว่าคุณอาจยังไม่แน่ใจว่าต้องการมีครอบครัวหรือไม่ การฝากไข่หรืออสุจิในวันนี้จะช่วยให้คุณมีทางเลือกในอนาคต

เราสามารถให้คำปรึกษาทุกเรื่องการวางแผนมีบุตร เพราะหากต้องการมีลูกในอนาคตควรวางแผนตั้งแต่ ก่อนการเปลี่ยนแปลงทางเพศ โดยสามารถแช่แข็งอสุจิและไข่ก่อนที่จะเริ่มปรับฮอร์โมนให้ข้ามเพศหรือแปลงเพศ

Prime Fertility Clinic มีหลากหลายแพ็กเกจ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกคน เราพร้อมสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรสำหรับผู้คนทุกเพศสภาพและทุกความชอบทางเพศเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการวางแผนมีบุตร ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่ใด เราสามารถช่วยคุณในเส้นทางการดูแลภาวะเจริญพันธุ์ของคุณได้

ตัวเลือกด้านภาวะเจริญพันธุ์สำหรับคนข้ามเพศ

ต้องการวางแผนมีบุตรในอนาคต

เมื่อมั่นใจว่ายังไงตัวเองก็อยากมีลูกในอนาคต ควรวางแผนให้พร้อมเพื่อความมั่นคงในอนาคตไม่ให้เกิดความผิดพลาด สำหรับประเทศไทยหากคุณต้องการเก็บเซลล์สืบพันธุ์ไว้ใช้ในอนาคตสามารถทำได้ทันที

สำหรับ ชายที่ต้องเปลี่ยนเป็นหญิง สามารถเข้ารับคำปรึกษาฝากอสุจิได้ (รีบปรึกษาทันทีที่รู้ตัว)

สำหรับ หญิงที่ต้องการเป็นชาย สามารถเข้ารับคำปรึกษาฝากไข่ได้ (รีบปรึกษาทันทีที่รู้ตัว)

ต้องการวางแผนมีบุตรตอนนี้

หากคุณเป็นคู่รัก LGBTQIA+ ที่อยากมีบุตรตอนนี้ อาจจะต้องรอเวลาอีกสักนิดหนึ่ง เนื่องจากกฏหมายในประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้เพศเดียวกันใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ได้ แต่ในอนาคตเราหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รองรับโลกใบนี้ได้มากขึ้น

>> เพศสภาพเพศหญิง <<

การฝากไข่

หากคุณเป็นผู้ชายข้ามเพศหรือบุคคลที่ไม่ระบุเพศ แต่เพศสภาพเป็นเพศหญิง

การฝากไข่คืออะไร?

การแช่แข็งไข่ หรือที่เรียกว่าการฝากไข่ เป็นกระบวนการที่บุคคลที่มีมดลูกเลือกที่จะเก็บไข่จากรังไข่ ไข่เหล่านี้จะถูกแช่แข็งและเก็บไว้จนกว่าจะพร้อมใช้ในอนาคตกับการรักษาภาวะมีบุตรยากแบบเด็กหลอดแก้ว (IVF)

การทำงานของการฝากไข่ 

  1. การกระตุ้นไข่ กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ยาที่เลียนแบบฮอร์โมนสืบพันธุ์ของร่างกายเพื่อเพิ่มจำนวนไข่ที่สามารถเก็บได้
  2. การเก็บไข่และการแช่แข็ง เมื่อไข่มีความพร้อมจะถูกเก็บโดยกระบวนการทางการแพทย์ที่ง่ายและแช่แข็งโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า ‘vitrification’

หากคุณเป็นเพศเป็นหญิงตั้งแต่เกิดและเริ่มการบำบัดฮอร์โมนเพื่อเพิ่มให้มีลักษณะเพศชายแล้ว คุณอาจต้องพิจารณาหยุดการใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสามเดือนก่อนที่จะเริ่มกระบวนการฝากไข่ ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่าเทสโทสเตอโรนอาจมีผลต่อร่างกายตอบสนองต่อยาที่จำเป็นในการเก็บไข่ แต่ประสบการณ์ล่าสุดแสดงว่าอาจสามารถใช้เทสโทสเตอโรนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ต้องพิจารณาจากสถานการณ์ส่วนตัว ประวัติทางการแพทย์ของคุณ และความเสี่ยงที่จะประสบกับภาวะความเครียดทางเพศ (gender dysphoria) เราจะทำงานร่วมกับคุณเพื่อเลือกเส้นทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

หมายเหตุ : ก่อนเริ่มกระบวนการฝากไข่ คนไข้จะต้องได้รับการตรวจคัดกรองสำหรับไวรัสตับอักเสบบีและซี, เอชไอวี และซิฟิลิส

>> เพศสภาพเพศชาย <<

หากคุณได้รับการกำหนดเพศเป็นชายตั้งแต่เกิดและเริ่มการบำบัดฮอร์โมนเพื่อการเป็นหญิงแล้ว คุณอาจต้องพิจารณาหยุดการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนก่อนที่จะเริ่มกระบวนการแช่แข็งอสุจิ หลักฐานแนะนำว่าการหยุดใช้เอสโตรเจนจะช่วยให้การเก็บอสุจิมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเอสโตรเจนมีผลต่อการผลิตอสุจิ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ต้องพิจารณาจากสถานการณ์ส่วนตัว ประวัติทางการแพทย์ และความเสี่ยงที่จะประสบกับภาวะความเครียดทางเพศ (Gender Dysphoria) ผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยคุณเลือกเส้นทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

หมายเหตุ : ก่อนเริ่มกระบวนการแช่แข็งอสุจิ คนไข้จะต้องได้รับการตรวจคัดกรองสำหรับไวรัสตับอักเสบบีและซี, เอชไอวี และซิฟิลิส

การแช่แข็งอสุจิ

หากคุณเป็นผู้หญิงข้ามเพศหรือบุคคลที่ไม่ระบุเพศ แต่เพศสภาพเป็นเพศชาย

การแช่แข็งอสุจิคือกระบวนการที่บุคคลที่มีอัณฑะเลือกที่จะเก็บตัวอย่างอสุจิของตนมาเก็บและแช่แข็งเพื่อใช้ในการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ในอนาคต การแช่แข็งอสุจิยังอาจเรียกว่า การเก็บธนาคารอสุจิหรือการเก็บรักษาด้วยความเย็น

การทำงานของการแช่แข็งอสุจิ :

  1. คุณจะต้องให้ตัวอย่างอสุจิซึ่งจะถูกวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบคุณภาพและปริมาณของอสุจิ
  2. อสุจิที่มีคุณภาพจะถูกแช่แข็ง (คุณอาจต้องให้ตัวอย่างมากกว่าหนึ่งครั้ง)

>> ผลกระทบของการเทคฮอร์โมนต่อการมีลูก <<

ฮอร์โมนการยืนยันเพศและการผ่าตัดแปลงเพศมีผลต่อความสามารถของบุคคลในการมีบุตรทางชีวภาพ

เพศสภาพเพศหญิง : เทสโทสเตอโรนมีผลต่อสิ่งต่อไปนี้ 

  • การมีลักษณะเพศชาย (เสียงทุ้มขึ้น, การเติบโตของขนและมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น)
  • ควรพิจารณาหยุดการใช้เทสโทสเตอโรนก่อนการรักษาการเก็บรักษาภาวะเจริญพันธุ์ 3 เดือน เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องภาวะความเครียดทางเพศ (gender dysphoria) ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา
  • การฝ่อของมดลูก
  • การยับยั้งการทำงานของรังไข่

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้มีบางอย่างอาจสามารถย้อนกลับได้ เช่น การยับยั้งการทำงานของรังไข่มักจะสามารถกลับคืนได้

เพศสภาพเพศชาย : เอสโตรเจนมีผลต่อสิ่งต่อไปนี้ 

  • การฝ่อของอัณฑะ
  • การผลิตอสุจิลดลง -> อะโซอสุจิในขณะที่ใช้เอสโตรเจน
หากหยุดการใช้เอสโตรเจน ผลกระทบบางประการอาจสามารถย้อนกลับได้

อยากมีลูกแฝด? อยากท้องแฝดแบบธรรมชาติ ทำยังไงดี?

แม่ ๆ หลายคนอาจทราบกันดีว่ากรรมพันธุ์และเชื้อชาติเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ลูกแฝดมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นแล้วการที่จะมีลูกแฝดแบบท้องธรรมชาติก็สามารถเกิดขึ้นได้

แล้วจะต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้มีโอกาสตั้งท้องแฝดแบบธรรมชาติกัน วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากทุกท่าน

1. เสริมสร้างร่างกายด้วยการ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เนื่องจากมีงานวิจัยที่ระบุว่าคุณแม่ที่ดื่มนมมากกว่าปกติ 5 เท่า จะมีโอกาสการตั้งท้องลูกแฝดได้มากกว่า

2. ทานอาหารที่มีกรดโฟลิก เช่น ผักโขม บรอกโคลี อะโวคาโด และควรทานแต่เนิ่นๆ ก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือน

3. ปัจจัยอื่นๆ เช่น ทานยาคุมเกิน 3 ปีขึ้นไป พอหยุดทานจะทำให้ไข่ตกมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสตั้งท้องแฝดได้มากขึ้น หรือการกินยากระตุ้นไข่เพื่อทำให้มีไข่ตกมากกว่า 1 ใบ ก็ทำให้มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์แฝดมากขึ้นได้

4. การทำ IUI กระตุ้นไข่แล้วฉีด ก็มีโอกาสเกิดแฝดได้

แต่แน่นอนกว่าการตั้งครรภ์แฝดนั้นมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมในการการมีบุตรจะดีที่สุด

แพทย์ประจำ Prime Fertility Clinic

  • ​นพ.พูนเกียรติ ปัญญามิตร (สูติ-นรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก)
    “Serve Humanity, Fulfill Everyone” 
  • พญ.ปุณิกา พณิชยา (สูติ-นรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านมีบุตรยาก (Part Time)) “No one knows what the future holds, that’s why its potential is infinite.”

นักวิทยาศาสตร์ ที่ Prime Fertility Clinic

  • ทนพญ.จิตรลดา อุดมผล (นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน)
    “ความสำเร็จของเราคือการช่วยให้ความฝันของคุณเป็นจริง”
  • ทนพญ.ปวรัตน์ สังขสวัสดิ์ (นักเพาะเลี้ยงตัวอ่อน)
    “Miracles happen everyday, if you believe in them”

 

 ทำ ICSI ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง? 

  • ประสบการณ์ของทีมแพทย์ และการรับรองเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ซึ่งผ่านการรับรองจาก eshere 
  • คุณภาพของห้องแล็บและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย 
  • อัตราความสำเร็จของคลินิก ซึ่งควรโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลได้ 
  • บริการดูแลหลังการรักษา เช่น การติดตามผลและให้คำแนะนำ 
  • บรรยากาศของคลินิก ที่เอื้อให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและได้รับความใส่ใจค่ะ 

 

เลือก ICSI ที่ไหนดี?

Prime Fertility Clinic พร้อมให้คำปรึกษาอย่างเป็นกันเอง และมีสถิติความสำเร็จสูงจากประสบการณ์ดูแลคู่รักมากว่า 300 เคส โดยนายแพทย์พูนเกียรติ ปัญญามิตร ผู้ชำนาญการด้านรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่มีประสบการณ์กว่า 25 ปี

Prime Fertility Clinic เกี่ยวกับอะไร?

เป็นคลินิกเฉพาะทางที่ให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยาก ได้รับความไว้วางใจจากคนไข้ เราเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่าง JCI (Joint Commission International) องค์กรของสหรัฐอเมริกา และมาตรฐาน ISO 15189 , ISO 15190 ที่เกี่ยวกับความสามารถและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ​​อุปกรณ์ได้มาตรฐาน และขั้นตอนการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง ทำให้สามารถให้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ตามต้องการ เพิ่มความพึงพอใจและคลายความกังวลใจของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคู่รักจะอายุมากหรือน้อยก็ตาม

คลินิกอยู่ที่ไหน? – วิธีการเดินทาง?

ที่อยู่ 1177 อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก ขั้นที่ 22 ถ.พหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย 10400 (เดินทางสะดวก ใกล้กับ bts อารีย์ ทางออกที่ 1)

เวลาทำการ วันจันทร์, วันพุธ, วันศุกร์ – วันอาทิตย์ เวลา 08.00 – 16.00 น.
หยุดวันอังคาร, วันพฤหัสบดี และวันหยุดนักขัตฤกษ์